วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อาชีพไม้ดััด




ความรู้เรื่องไม้ดัด
การแสวงหาความสุขในชีวิตเป็นสิ่งพึงปรารถนาของทุกคน แต่ในสภาพปัจจุบันบ้านเมืองของเราเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว  สภาพเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลง      ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องรีบเร่งขวนขวายประกอบอาชีพเพื่อปากท้องความอยู่รอดของตนและครอบครัว  ทำให้ในแต่ละวัน มีเวลาว่างเหลือน้อยมากบางท่านใช้เวลาว่างนี้ สรรหากิจกรรมต่าง ๆ มาทำได้มากมาย ไม่มีวันหมดสิ้นแต่ก็หลายท่านที่ยังมองไม่เห็นว่ากิจกรรมใด จะเหมาะสมและทำได้ ก็มักจะปล่อยเวลาให้หมดไปโดยไร้คุณค่า
              การปลูกไม้ดัด จัดเป็นกิจกรรมหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าและให้ความสุขทางใจได้ ทั้งนี้เพราะไม้ดัด  นอกจากจะให้ความสวยงามในเชิงธรรมชาติแล้ว   ยังเสมือนเป็นโอสถขนานวิเศษที่      ช่วยบำรุงสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ลดความเครียดจากงานในหน้าที่ได้เป็นอย่างดี
              ไม้ดัดเป็นหนึ่งในตัวแทนของธรรมชาติ  ที่คนส่วนมากชมชอบ    แต่ไม่ได้สนใจที่จะปลูกและบำรุงรักษาอย่างจริงจังโดยแต่ละท่านก็มีเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป    บ้างก็ว่าราคาแพงหรือจะเริ่มต้นจากการนำต้นตอมาเลี้ยงแล้วดัดเอง  ก็ต้องใช้เวลาหลายปีไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่พอ
              จริงอยู่การปลูกเลี้ยงไม้ดัดต้องอาศัยใจรักเป็นประการสำคัญ   มีความมานะอดทนรอคอย ดูแลประคบประหงมอยู่เสมอ  แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้เวลามากมายในการดูแลหากเราเลี้ยงไว้    ดูเล่นสัก 2-3 ต้น เพื่อแสวงหาความสุข
              มีนักเล่นไม้ดันรุ่นเก่า ๆ ได้ให้นิยามเป็นเชิงเปรียบเทียบโดยเรียกไม้ดัดว่า "ไม้หัดนิสัย"
              ท่านที่เป็นผู้นำของบุตรหลานทั้งหลาย    อาจจะปลูกฝังโน้มน้าวจิตใจและพัฒนาบุคลิกลักษณะนิสัยของบุตรหลานได้  โดยการเป็นผู้นำเลี้ยงไม้ดัด  เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชน   พร้อมทั้งแนะนำ  ให้เขาเลี้ยงเป็นการส่วนตัวบ้าง    ก็จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้อนุชนรุ่นหลังมีความรักในต้นไม้และธรรมชาติแวดล้อม เกิดความคิด ตระหนัก หวงแหน ทั้งยังเป็นการช่วยกันอนุรักษ์ไม้ดัดเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทยอีกด้วย
ลักษณะของไม้ดัดไทยและบอนไซ  
โดยทั่ว ๆ ไปถ้าเอ่ยถึงไม้ดัดแล้ว ก็จะเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าบางท่านอาจยังมีความเข้าใจที่สับสนไปบ้างโดยที่แยกแยะไม่ได้ว่า รูปแบบไหนเป็นไม้ดัดไทยและรูปแบบไหนเป็นบอนไซ ซึ่งโดยแท้จริงแล้วไม้ดัดที่เป็นศิลปะประจำชาติ จะแตกต่างจากบอนไซของญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง   บอนไซของญี่ปุ่น เป็นการนำเอาต้นตอไม้ใหญ่หรือไม้ประดับที่เราปลูกเลี้ยงไว้มาดัดและจัดรูปทรงให้เหมือนไม้ใหญ่ตามธรรมชาติและปลูกเลี้ยงไว้ในกระถางแบน
              ไม้ดัดไทย เป็นการขุดเอาไม้ขนาดโตพอสมควรที่มีอยู่แล้วมาปลูก ให้มีชีวิตรอดแล้วเริ่มทำการตกแต่งกิ่งที่แตกขึ้นใหม่ ดัดให้เปลี่ยนสภาพรูปทรงต่างไปจากธรรมชาติดั้งเดิม โดยดัดรูปทรงให้เป็นไปตามแบบฉบับที่กำหนดไว้ หรือบางท่านก็จินตนาการขึ้นมาใหม่ นั่นก็ถือว่านอกแบบตำราตามใจรักใจชอบของบุคคลนั้น
              การปลูกเลี้ยงไม้ดัดในทวีปเอเซีย ดั้งเดิมนั้นมี 3 ประเทศเท่านั้น คือ ประเทศจีน ญี่ปุ่นและไทย ในประเทศจีนคงเหลือให้เห็นเพียงในภาพวาดตามแจกัน กระถางต้นไม้และฝาผนังเท่านั้น ส่วนประเทศญี่ปุ่นจะเป็นที่นิยมและมีชื่อเสียงไปทั้งโลกก็ว่าได้
              สำหรับประเทศไทย การเลี้ยงไม้ดัดยังคงนิยมกันในวงแคบ ๆ ทั้งนี้เพราะการเลี้ยงดู การตกแต่งให้เป็นไปตามแบบดั้งเดิมนับว่ายุ่งยาก ต้องใช้ความมานะพยายามและใช้เวลา 4-5 ปีทีเดียว กว่าจะได้ไม้ดัดที่มีความงดงามตามศิลปะแบบไทยๆ
              ฉะนั้น ไม้ดัดจึงเป็นการแสดงออกให้คนทั่วไปมองเห็นถึงศิลปะอันสวยสดงดงามของไทยเรา น่าที่เราและลูกหลานจะได้สืบทอดมรดกอันทรงคุณค่าให้อยู่ต่อไปนาน ๆ และทำให้มีชื่อเสียง เช่นเดียวกับบอนไซของญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก
ประวัติความเป็นมาของไม้ดัดไทย
ไม้ดัดไทย เริ่มมีการปลูกเลี้ยงกันมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย     แต่ไม่แพร่หลายนัก จะมี  ก็เพียงในกลุ่มเจ้าขุนมูลนายเท่านั้น  การเสียกรุงครั้งที่ 2 ในปี พ.. 2310  ทำให้การเลี้ยงไม้ดัดหยุดชะงักไประยะหนึ่งแล้วกลับมานิยมกันอีกครั้งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
              ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกไม้ดัดไว้ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งก็ยังมีให้เห็นอยู่ถึงปัจจุบันนี้
              หลักฐานเอกสารการเลี้ยงไม้ดัดเท่าที่พบ ปรากฏในกลอนเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนแผนย่องขึ้นเรือนขุนช้างเพื่อเข้าหานางวันทอง ความว่า
กระถางแก้วเกดพิกุลแกม                                  ยี่สุ่นแซมมะสังดูไสว
สมอรัดดัดทรงสมละไม                    ตะขบข่อยตั้งไว้จังหวะกัน
              ตำราไม้ดัดมีขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 เขียนโดยหลวงมาคลรัตน์ (ช่วง ไกรฤกษ์) เขียนเป็นโคลงตำราไม้ดัด ในตำราได้กล่าวว่า     ได้รับความรู้เรื่องไม้ดัดจากพระด้วง ซึ่งเดิมเป็นข้าราชการเคยดูและเรื่องไม้ดัดในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
                                                    ข่อย : ไม้ดัดของไทย


ตอนที่ 2
แม่แบบของไม้ดัดไทย
แม่แบบของไม้ดัดประเภทต่าง ๆ
ลักษณะของแม่แบบ หรือต้นแบบของไม้ดัดไทย      อาศัยรูปลักษณะโครงสร้างตามธรรมชาติของต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่ทั่วไป เป็นแนวคิดในการแบ่งแยกประเภทซึ่งแบ่งได้ดังนี้
           ประเภทแรก    เป็นไม้ที่ดัดให้เป็นไปตามโคลงศิลปะของไทย ซึ่งดูแล้วจะไม่เหมือนกับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ตามโคลงตำราว่าด้วยเรื่องไม้ดัดของหลวงมงคลรัตน์ (ช่วง ไกรฤกษ์) ได้กล่าวไว้ในโคลงว่ามี 7 ชนิดด้วยกัน คือ
1. ไม้ขบวน                                        2. ไม้ฉาก
3. ไม้หกเหียน                                                 4. ไม้เขน
5. ไม้ป่าข้อม                                 6. ไม้กำมะลอ
7. ไม้ตลก
  ประเภทที่สอง  เป็นไม้ที่ดัดให้ดูเหมือนกับไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติมี 2 ชนิด คือ
   1. ไม้ญี่ปุ่น                        2. ไม้เอนชาย
ไม้ดัดแต่ละชนิด มีลักษณะดังรายละเอียดต่อไปนี้
                                       ไม้ขบวนวาดเลี้ยว                          วงเวียน ต้นนา
                         ตอต่ำตัดเรือนเจียน                       เรียบร้อย
                         ที่กิ่งชอบใช้เนียน                                        สนิทช่อง ไฟแฮ
                         ทรงฟุ่มชิดเชิดช้อย                      ช่องชั้นจังหวะว่าง
               ไม้ขบวน หรือไม้กระบวน ลักษณะของทรงต้นจะตรง หรือคดเล็กน้อยก็ได้ ต้นต่ำดัดกิ่งให้วกวนเวียนขึ้นไปวนสุดยอด     การจะดัดแต่งกิ่งจะไม่กำหนดรูปทรงแน่นอนผู้ดัดจะดัดพลิกแพลงอย่างใด  ก็ได้ แต่สิ่งสำคัญจะต้องจัดช่อพุ่มใบให้จังหวะช่องไฟดูพอเหมาะพอดีและแต่งให้เรียบร้อย   โดยทั่วไปนิยมทำเป็น 9 ช่อ
               ไม้ขบวนสามารถดัดแต่งช่อพุ่มได้ง่ายกว่าไม้ดัดชนิดอื่น ๆ จึงได้รับความนิยมอย่างมาก
                    ฉากแบบโคนทอดน้อย                       หนึ่งงาม
                    ที่คดคบขดตาม                                               หักค้อม
                    ตอย่อกิ่งต่อสาม                                              สมแบบ เดิมนอ
                    ต้นชดเค้ากิ่งหย้อม                                          อย่าช้าเสียคม
               ไม้ฉาก ลักษณะทรงต้นจะตรงขึ้นมาดัดหักเป็นรูปมุมฉาก     กิ่งก็ดัดแต่งให้เป็นรูปมุมฉากเช่นเดียวกับลำต้น ส่วนปลายกิ่งก็ปล่อยให้เป็นพุ่มใบ นิยมทำพุ่มใบ 9 ช่อ ไม้ดัดฉากนี้จะทำเป็นต้นเดี่ยวหรือต้นคู่ ในลักษณะรูปทรงแบนและฉากบังตาก็ได้
               ไม้ฉากเป็นไม้ดัดที่ดัดมากที่สุด ผู้ที่จะดัดจะต้องเป็นผู้ที่มีฝีมือ และมีความวิริยะ ความอดทนสูงมากจึงจะทำได้
                                       หกเหียนเห็ดดัดคู่                                          ดัดทับ
                                         ตอเผล้เร่เรือนรับ                                        ลอดพลิ้ว
                                         ที่ยอดทอดทวนทับ                                      ทบกิ่ง กลแฮ
                                           ดูดุจหมัดมวยงิ้ว                                        ผงาดง้ำผงกหงาย
               ไม้หกเหียน ลักษณะทรงต้นมีการดัดต่างกิ่งให้ย้อนกลับลงมาทางโคนต้นก่อน แล้วจึงดัดทำกิ่งให้โค้งงอขึ้นไปรอบ ๆ ต้น การดัดแต่งกิ่งช่อพุ่มของไม้หกเหียนนี้ ตามตำรากำหนดให้ทำกิ่งและช่อพุ่มจำนวน 11 ช่อ ไม้ดัดชนิดนี้จึงอยู่ในประเภทที่ดัดยาก
                                        ไม้เขนเบนกิ่งท้าย                                         ทวนลง
                          โคนปุ่มภูต้นตรง                                                         เกร่อเก้อ
                          ที่ยอดทอดหวนหง เห็ดขด                                            คู่แฮ
                          ดุจมถคเหลียวชะเง้อ                                                    ชะโงกเงื้อมมาหลัง
                ไม้เขน   ต่างจากไม้ดัดชนิดอื่นตรงที่จะให้ความสำคัญที่ทรงต้น  โดยต้นจะต้องมีปุ่มที่โคนและกิ่งต่ำสุดต้องดัดลง  ให้อยู่ตรงข้ามกับกิ่งที่ 2      และกิ่งยอดโดยเฉพาะกิ่งยอดต้องหักเอี้ยวลงมาข้างหลังก่อนแล้วจึงดัดวกกลับขึ้น  สำหรับกิ่งที่ 2  ดัดให้ได้จังหวะ รับกับกิ่งยอด  ไม้เขนนี้นิยมทำกิ่งและช่อพุ่มใบ 3 ช่อ จึงจะดูสวยงาม
                                         ป่าข้อมโคนปุ่มต้น                                      ตามตรง
                          คบแยกสามกิ่งจง                                        จัดเก้า
                          จังหวะระยะวง เวียนรอบ                            กลมแฮ
                          ดช่องไฟให้เท่า                                                          ส่วนต้นดัดเรือน
              ไม้ป่าข้อม ลักษณะทรงต้นตรงขึ้นไปถึงยอด  ตรงโคนมีปุ่มรอยตัด  การตัดแต่งกิ่งดัดให้วนเวียนรอบ ๆ ต้นขึ้นไป  การทำกิ่งและช่อพุ่มกำหนดให้ทำ 3 กิ่ง ๆ ละ 3 ช่อ รวมทั้งต้น 9 ช่อ และต้องจัดทำกิ่งและช่อให้สม่ำเสมอกัน
                  ไม้ญี่ปุ่นรวมทั้ง                                     กำมะลอ
                   ตลกรากเอนชายมอ                             มากใช้
                   ท่วงทีที่ขันพอ                                                      พูมตลก
                   คงกิ่งจังหวะได้                        ช่องพร้อม เรือนเสมอ
                ไม้กำมะลอ ลักษณะทรงต้นตรงขึ้นไป จะมีกิ่งที่โคนหรือไม่มีก็ได้ แต่ส่วนยอดจะต้องดัดให้หันเหหมุนเวียนจากยอดวกวนชี้ลงล่างไม่ว่าจะเป็นลักษณะใดจึงจะสมชื่อกำมะลอ คือไม่ใช่ของจริง
              ฉะนั้นกิ่งยอดจะต้องทำให้หักเหชี้ลงข้างล่างแทนที่จะชี้ขึ้นฟ้าเหมือนทั่ว ๆ ไป และถ้ายิ่งยักเยื้องพิสดารได้มากเท่าไรก็ยิ่งดี จะมีกิ่งและช่อมากน้อยเท่าไรก็ไม่กำหนด ขอให้ดูสวยงามเข้ารูปทรงเท่านั้นเป็นพอ
               ไม้ตลก  เป็นไม้ดัดที่ตั้งใจดัดให้ผู้พบเห็นแปลกตาทำนองตลกขบขัน มี 2 ลักษณะคือ ไม้ตลกหัวและไม้ตลกราก       ไม้ตลกหัว จะมีส่วนบนสุดยอดของลำต้นเป็นก้อนกลุ่มยิ่งใหญ่โตเท่าไรยิ่งดี ลักษณะลำต้นจะเป็นกระปุ่มกระป่ำ มีกิ่งมีช่อน้อย   ไม้ตลกราก จะมีรากลอยหรือรากบางส่วนโผล่พื้นดินขึ้นมาดูไม่เรียบร้อย  ไม้ดัดชนิดนี้ ถ้าจะให้สวยงามจริง ๆ ต้องมีทั้งตลกหัวและตลกรากอยู่ในต้นเดียวกันและทำช่อกิ่งเพียงเล็กน้อยจะดูสวยงาม
              ไม้ญี่ปุ่น ลักษณะเป็นไม้ดัดที่คล้ายกับไม้แคระทรงญี่ปุ่นและวิธีการดัดก็คล้าย ๆ กัน คือทำโคนต้นใหญ่  และบังคับให้แคระแกร็นปลายต้นเรียว  ลำต้นจะตรงหรือเอนเล็กน้อยก็ได้   กิ่งและช่อพุ่มดัดแต่งให้กระจายตามรูปทรงไม้ใหญ่ในธรรมชาติ      ไม้ดัดชนิดนี้จะปลูกติด 2 ต้นคู่ติดกัน โดยให้มีขนาดลดหลั่นกันลงมาหรือจะทำเฉพาะต้นเดี่ยว ก็ได้
               ไม้เอนชาย หรือเอนชายมอ ลักษณะลำต้นตรงขึ้นมา แล้วเอนออกไปทางด้านข้างดูเหมือนกับต้นไม้ที่ขึ้นตามหน้าผา หรือตามตลิ่งโดยมีรากยึดเกาะด้านข้าง
                          เก้าชนิดนับชื่ออ้าง ออกนาม                       ไม้เฮย
                          โดยบุราณเรียกตาม                                     ต่อถ้อย
                          คิดดัดแต่งตัดงาม                                                       คงเงื่อน นั้นนา
                          พอประจักษ์นามน้อย                                  เนื่องไม้มีเดิม
              ไม้ดัดทั้ง 9 ชนิด ตามโคลงตำราไม้ดัดของหลวงมงคลรัตน์ ที่กล่าวเสนอมานั้น เป็นลักษณะต้นแบบของข่อยดัดของไทยเราโดยแท้ สมควรที่ผู้เล่นไม้ดัดควรยึดถือเป็นแบบอย่าง แต่สำหรับในทางปฏิบัติแล้วการดัดและตกแต่งกิ่งช่อพุ่มอาจดัดยักเยื้องต่างไปบ้างตามรูปทรงต้นตอ แต่ก็อย่าให้ถึงกับเสียรูปทรงจากโคลงตำราเดิมที่กำหนดไว้ ทั้งนี้เพื่อการอนุรักษ์และเชิดชูศิลปะประจำชาติของไทยเราสืบต่อไป
การคัดเลือกและเตรียมพันธุ์ไม้ดัด
ลักษณะรูปทรงของไม้หุ่น
ต้นไม้ที่นำมาทำเป็นไม้ดัดเราจะเรียกว่า  "ไม้หุ่น"  ลักษณะการได้มาของไม้หุ่นจะมาจาก 2 แหล่ง คือ
1.                                                             ได้จากต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าตามธรรมชาติ ซึ่งอาจจะออกไปหาขุดเองหรือหาซื้อจากผู้ที่ขุดมาขาย
2.               ปลูกเลี้ยงขึ้นมาเอง
3.                 ไม่ว่าจะหาไม้มาได้ในลักษณะใดก็ตาม      การดัดตกแต่งจะยุ่งยากหรือจะต้องใช้เวลามากน้อย  แค่ไหน ก็จะขึ้นอยู่กับรูปทรงของไม้หุ่นเป็นสำคัญโดยทั่ว ๆ  ไป  นักเล่นไม้ดัดจำแนกรูปทรงไม้หุ่นไว้
4.                                                             แบบ ด้วยกัน คือ
1.                                 ไม้บรรจบป่า
2.                                 ไม้บรรจบหุ่น
3.                                 ไม้วิชา
                ไม้บรรจบป่า จะเป็นไม้ที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ    รูปทรงกิ่งก้านคดเคี้ยวไปมา เนื่องจากถูกสัตว์เหยียบย่ำหรือเป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ใต้พุ่มไม้ใหญ่ชนิดอื่น ๆ ทรงพุ่ม      แลดูแคระแกร็นลักษณะทรงต้นดี    เข้าที่เกือบใช้ได้แล้วอาจขาดเพียง 2-3 กิ่งเท่านั้นไม้ลักษณะนี้จึงเหมาะสมต่อการนำมาดัดให้ได้รูปทรง เพียงเพิ่มกิ่ง เพิ่มช่อใบ เว้นช่องไฟของช่อใบให้รับหุ่นหรือทรงต้น ก็จะทำให้เป็นไม้ดัดที่ดูงานได้ โดยใช้เวลาอีกไม่มากนัก การเลือกไม้ลักษณะนี้มาทำเป็นไม้ดัด อาจใช้เวลาเพียง 2-3 ปี ก็เสร็จสมบูรณ์
              ไม้บรรจบหุ่น เป็นไม้ที่มีลักษณะรูปทรงหุ่นใกล้เคียงกับรูปแบบไม้ดัดที่จะทำ   เพียงนำมาทำการดัดแต่งอีกเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เริ่มทำกิ่งช่อต่อไปได้ไม้บรรจบหุ่นนี้เหมาะสำหรับนำมาดัดแต่งทำเป็นไม้ดัดลักษณะไม้ตลกไม้ขบวนไม้เอนชายและไม้ญี่ปุ่นเท่านั้น
              การเลือกไม้ลักษณะนี้มาทำเป็นไม้ดัด จะต้องใช้เวลานานอาจจะถึง 9 ปี จึงจะเสร็จสมบูรณ์
               ไม้วิชา เป็นไม้ที่มีลักษณะทรงต้นเพียงท่อนเดียว          จะนำมาทำเป็นรูปร่างอย่างไรไม่ได้เลย     เป็นไม้หุ่นที่นำมาทำไม้ดัดยากที่สุด     จะต้องนำมาเลี้ยงให้ต้นแตกกิ่งกระโดงใหม่แล้วจึงจะทำการปิดกระหม่อมหุ่น (การปิดกระหม่อม หมายถึง การที่ดัดกิ่งที่แตกใหม่มาทับรอยตัดของต้นต่อเดิมเมื่อกิ่งกระโดงได้ขนาดและเชื่อมกับต้นตอได้ดีแล้ว  ก็จะใช้กิ่งกระโดงนั้นเป็นหุ่นทำกิ่งช่อต่อไป ผู้ดัดจะต้องใช้ฝีมือ  และมีความวิริยะอุตสาหะเป็นเลิศ    จึงจะทำได้สำเร็จ การใช้ไม้ชนิดนี้มาทำไม้หุ่นต้องใช้เวลามากกว่าจะได้ไม้ดัดที่เสร็จสมบูรณ์อาจจะถึง 15-18 ปีก็ได้  ไม้วิชานี้ถือว่าเป็นไม้ที่ใช้ทดสอบฝีมือผู้ดัดได้เป็นอย่างดี

การเตรียมพันธุ์ไม้ดัด

ในอดีตที่ผ่านมา       ผู้ที่จะเลี้ยงไม้ดัดจะต้องไปเสาะหาไม้หุ่นจากป่าธรรมชาติซึ่งมีอยู่มากมาย การขุดก็ต้องค่อย ๆ  ขุดล้อมโคนต้นให้มีดินติดมา   ตัดกิ่งและรากที่ยาวเกินไปออก     ใช้กระสอบหรือ  วัตถุอื่นปิดคลุมส่วนดินและรากเอาไว้ ในขณะที่เคลื่อนย้าย  จะต้องระมัดระวังอย่าให้กระเทือนมาก
     นำมาปลูกและใช้หลักปักยึดไว้ให้แน่น เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นเอียงหรือล้มจะต้องปลูกทิ้งไว้สักระยะหนึ่ง  รอจนต้นไม้ฟื้นตัว และแตกกิ่งก้านใหม่จึงจะค่อยเริ่มลงมือดัดตกแต่งตามต้องการ
     ในปัจจุบันมีผู้ปลูกเลี้ยงไม้ดัดกันมากขึ้น จึงเกิดมีอาชีพขุดต้นตอขาย ผู้ที่อยู่ใกล้แหล่งธรรมชาติที่มีต้นตอขึ้นอยู่แล้วมากมาย จะเลือกขุดและนำมาพักเลี้ยงให้ฟื้นตัวดี เมื่อเริ่มแตกกิ่งก้านใหม่ จึงนำออกมาขายให้กับผู้ที่ต้องการปลูกเลี้ยงต่อไป
     ในอนาคต คงจะต้องใช้วิธีปลูกเลี้ยงพันธุ์ไม้ขึ้นมาเอง เพราะพันธุ์ไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาตินับวันก็จะหายากและขาดแคลนมากขึ้นเรื่อย ๆ
การตัดแต่งกิ่งช่อใบ
การปิดกระหม่อมทำหุ่นไม้ดัด
ลักษณะของไม้หุ่นที่มีรูปทรงเป็นลักษณะไม้หุ่นเดียว (ไม้วิชา) เมื่อนำมาปลูกและฟื้นตัวได้ดี มีกิ่งกระโดงแตกใหม่แล้วจะต้องทำการปิดกระหม่อม
ลักษณะไม้ท่อนเดียวเมื่อเจริญเติบโตดีแล้วให้เลื่อยต้นตอ สูงจากพื้นดินพอเหมาะตามต้องการ ต่อมาจะเกิดกิ่งกระโดงแตกออกมาใต้บริเวณรอยตัด ถ้ากิ่งกระโดงแตกต่ำจากรอยตัดมากเกินไป ก็ให้ตัดหัวตอลดต่ำลง เมื่อกระโดงยาวได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ก็ให้เริ่มทำการปิดกระหม่อมทำหุ่น โดยการค่อย ๆ กับหลักให้แน่น ปล่อยให้กิ่งกระโดงยาวออกไปเรื่อย ๆ แต่ต้องคอยริดยอดหรือให้กิ่งกระโดงโตเร็วขึ้น รอจนกว่ากิ่งกระโดงจะโตเชื่อมปิดกระหม่อมได้เรียบร้อยดีแล้ว ก็ให้ตัดกิ่งกระโดงออกเหลือไว้เท่าที่ต้องการเท่านั้นเพื่อใช้กิ่งกระโดงนี้เป็นหุ่นเลี้ยงกิ่งแยกต่อไป
แต่ละหุ่นจะปล่อยให้แตกกิ่งแยกเท่าไรนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าจะทำไม้ตัดชนิดใดจากรูปแบบทั้ง 9 ชนิด ที่กล่าวไว้แล้วในตอนที่ 2
เทคนิคการตัดแต่งกิ่ง
การเตรียมต้นตอ เพื่อการปลูกเลี้ยงเป็นไม้ดัดไม่ว่าต้นตอที่ได้มานั้นจะมีรูปแบบเป็นไม้บรรจบป่าหรือไม้บรรจบหุ่น รูปทรงมักจะไม่งามตามความต้องการ คงต้องเลี้ยงและบังคับ ให้มีกิ่งก้านพุ่มใบตามรูปร่างรูปทรงที่ตัดเอาไว้
การดัดกิ่งก้านหรือบังคับให้แตกกิ่งก้านตรงจุดที่ต้องการ เป็นเรื่องที่ต้องทำเสมอ เทคนิคเหล่านี้จำเป็นต้องศึกษา ติดตามสังเกตจากผู้มีประสบการณ์ อย่างไรก็ตาม แบบเรียนคงบอกผู้ปลูกเลี้ยงไม่ได้ว่าจะต้องดัดตรงไหนให้แตกกิ่งใหม่กี่กิ่ง คงเสนอแนะเทคนิคการดัดและเสริมกิ่ง เท่าที่ผู้ปลูกเลี้ยงนิยมทำกันเท่านั้น
การดัดโค้งงอ
เป็นการจัดกิ่งพุ่มใบให้ระยะห่างได้จังหวะช่องไฟที่เหมาะสม การดัดลักษณะนี้จะใช้ลวดพันลำต้นและกิ่งที่ต้องการ การพันลวดควรคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้
        1.                 ขนาดของลวด เลือกให้มีขนาดเหมาะสมกับลำต้นหรือกิ่งที่จะพันเพราะถ้าใช้ลวดเล็กเกินไป จะบังคับให้กิ่งโค้งตามต้องการไม่ได้ หรือถ้าลวดมีขนาดใหญ่ก็จะแข็งทำให้พันลำบาก
              2.         การพัน พันวนไปตามต้นกิ่งในลักษณะ 45 องศา    ทั้งระยะห่างพอประมาณอย่าให้หลวมหรือแน่นจนเกินไป
              3.         การดูแลหลังพันลวด หลังจากพันลวดเสร็จแล้วสามารถดัดได้ตามต้องการ การดัดควรทำอย่างเบามือ  อย่าพยายามดัดหรือหักลำต้นจนเกินไปเพราะอาจทำให้กิ่งและลำต้นเสียหายได้     เมื่อดัดเรียบร้อยแล้ว  ต้องปล่อยให้ต้นไม้อยู่ตัวสักระยะหนึ่ง ประมาณ 3-4 เดือน   จึงเอาลวดออกเพื่อป้องกัน   การสปริงตัวกลับของกิ่ง ถ้าเห็นว่ากิ่งมีรอยถูกลวดมัด ให้รีบแก้ออกแล้วพันใหม่ทันที
          การดัดกิ่งให้โค้งงออีกรูปแบบหนึ่ง  คือ  การใช้น้ำหนักถ่วงให้กิ่งโค้ง ห้อยงอลงเพราะแรงดึงหรือแรงถ่วง โดยใช้ก้อนหินหรือของหนัก ๆ  ผูกเชือกห้อยไว้กับกิ่งที่ต้องการดัด  จนเห็นว่ากิ่งอยู่ตัวดีจึงนำออก
การดัดฉาก
กรณีที่ต้องการกิ่งหักมุม หรือหักข้อศอก     ให้ใช้มีดปาดส่วนของกิ่งด้านที่ต้องการหักมุมออก แล้วหักพับตามต้องการโดยใช้ลวดบังคับหรือใช้เชือกผูกยึดจากนั้นใช้พลาสติกพันทับรอยปาดที่หักพับของกิ่ง  เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าได้ จะทำให้รอยแผลสร้างเปลือกออกหุ้มโดยเร็วขึ้น
การบังคับให้แตกกิ่ง
บางครั้งจำเป็นต้องบังคับให้แตกกิ่งใหม่ตรงตามจุดที่ต้องการซึ่งอาจเป็นได้ทั้งกิ่งที่มีตาและตรงที่ไม่มีตา              การบังคับให้แตกกิ่งตรงที่มีตาอยู่แล้ว ทำได้โดยการใช้พลาสติกพันลำต้นและกิ่งให้มิด เว้นไว้ตรงตาที่ต้องการให้แตกกิ่ง เมื่อตาที่เว้นไว้แตกกิ่งจะต้องรอให้กิ่งโตพอสมควร จึงเอาพลาสติกที่พันออก
               การบังคับให้แตกกิ่งตรงที่ไม่มีตา วิธีการทำได้โดยใช้สว่านเจาะทะลุ แล้วนำกิ่งยอดจากต้นอื่น มาตัดกิ่งแขนงเล็ก ๆ และรูดใบออกให้หมด  นำกิ่งดังกล่าวสอดให้ทะลุรูเจาะนั้น  แล้วผูกยึดกิ่งสอดนั้นให้แน่น  รอให้กิ่งที่สอดนั้นโตขึ้นเนื้อเยื่อและท่อน้ำนำอาหารก็จะเชื่อมประสานติดกันแน่น  จากนั้นจึงค่อยตัดโคนกิ่งที่สอดให้ชิดกับกิ่งหุ่น ซึ่งเมื่อนาน ๆ ไปก็จะดูเป็นกิ่งจากต้นหุ่นเดียวกัน
การทำช่อหรือพุ่มใบ
เมื่อมีการจัดหรือบังคับให้แตกกิ่งตรงตามจุดต้องการ     สิ่งที่ต้องดูแลต่อไปก็คือช่อหรือพุ่มใบ ไม้ดัดนอกจากรูปทรงต้นกิ่งก้านแล้ว       ช่อหรือพุ่มใบเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่จะทำให้ไม้ต้นนั้นดูงดงาม ดึงดูดความสนใจของผู้พบเห็น
               การทำช่อหรือพุ่มใบทำได้โดยการตัดยอดของกิ่งนั้นออก      ให้กิ่งนั้นแตกยอดและใบออกมา รอจนยอดนั้นมีใบเพสลาด (กิ่งอ่อนกิ่งแก่) จากนั้นก็ตัดยอดที่แตกออกมาใหม่นี้อีกครั้งในลักษณะเช่นนี้ติดต่อกันไป จนกระทั่งส่วนนั้นแตกยอดและใบมากขึ้นดูสวยงาม ก็ตัดแต่งให้ได้รูปทรงของช่อใบตามต้องการ
               การทำช่อหรือพุ่มใบ กิ่งหนึ่งจะแยกออกเป็นกี่ช่อที่พุ่มใบก็ได้   ขึ้นอยู่กับรูปแบบตามตำราและรูปทรงของไม้หุ่น แต่สิ่งที่ควรคำนึงคือ  การจัดช่อใบให้ได้ระยะที่พอเหมาะกับสัดส่วนและสัมพันธ์กัน เช่น การที่จะทำให้มี 9 ช่อ  ก็จัดวาง 2 ชั้นชั้นละ 4 ช่อ  และวางไว้ที่ยอดอีก 1 ช่อ รวมเป็น 9 ช่อพอดี
การบำรุงรักษา
การนำไม้ดัดลงปลูกในกระถาง
                หลังจากที่เริ่มดัดแต่งกิ่งช่อใบจนกระทั่งได้ไม้ดัดที่เข้ารูปเข้าทรงตามรูปแบบที่ต้องการแล้ว ก็จะทำการขุดแล้วนำไปปลูกในกระถาง เพื่อที่จะได้ปลูกเลี้ยงตั้งโชว์ในที่ที่ต้องการ
              การขุดขึ้นปลูกในกระถางจะกระทำในทันทีทันใดไม่ได้       จะต้องเตรียมการเพื่อให้ต้นไม้ได้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม (กระถาง) ที่จะเข้าไปดำรงชีวิตอยู่ใหม่เสียก่อน โดยจะต้องขุดล้อมดินรอบ ๆ ต้นให้ห่างประมาณ 25-30 เซนติเมตร ตัดรากให้เหลือไว้ 1-2 ราก แล้วปล่อยทิ้งไว้ไม่น้อยกว่า 5-6 เดือน การขุดล้อมควรขุดในฤดูฝน จะเป็นการดีที่สุด      เมื่อถึงเวลาที่จะต้องขุดเพื่อยกขึ้นมาปลูกในกระถางก็   ให้ขุดและตัดรากขึ้นมาปลูกในกระถางที่ได้เตรียมไว้
              ในขั้นตอนนี้ นับว่าสำคัญยิ่งขั้นตอนหนึ่งเพราะถ้านำไม้ดัดขึ้นปลูกในกระถางแล้วไม่ตาย ก็ถือว่าผู้เลี้ยงไม้ดัดผู้นั้นประสบผลสำเร็จและน่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง

การรดน้ำและให้ปุ๋ย

ในช่วงที่นำขึ้นปลูกในกระถางใหม่ ๆ ระยะแรก ๆ ควรรดน้ำให้ความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็จะต้องไม่ให้โชกหรือแฉะจนเกินไป เพราะอาจทำให้รากเน่าและตายได้ การให้น้ำควรจะให้ตอนเช้า ในขณะที่แดดไม่ร้อนจัด
              หลังจากนั้นประมาณ 1-2 เดือนเมื่อเห็นว่าต้นไม้ดัดไม่ตาย และเริ่มแตกใบแตกตาออกมา  ก็ให้น้ำน้อยลงได้ การสังเกตว่าการให้น้ำเพียงพอหรือไม่ ให้ดูที่ใบ ถ้าไม่เหี่ยวเฉาในตอนเย็น ก็แสดงว่าการให้น้ำพอดีแล้ว
              ถ้าหากต้องการเร่งให้ต้นแตกพุ่มใบรวดเร็วขึ้นก็ให้ปุ๋ยเพิ่มเติม โดยการใช้ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำฉีดพ่นทางใบ จะทำให้การเจริญเติบโตรวดเร็วขึ้น

การตัดแต่งรักษารูปทรงช่อใบ

ผู้ปลูกเลี้ยงจะต้องคอยหมั่นตัดแต่งกิ่งและช่อใบให้ได้ทรงพุ่มสวยงามตามแม่แบบอยู่เสมอ เพื่อให้ได้ไม้ดัดที่ดูสวยงามตามต้องการ   ซึ่งจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2  ปีขึ้นไป   และถ้าต้องการให้ได้   ไม้ดัดที่สมบูรณ์เต็มที่ รูปทรงงามพร้อม  คงต้องใช้เวลาตัดแต่งต่ออีก 2-3 ปี    รวมแล้วต้องใช้เวลา 5-10   ปีขึ้นไป นับตั้งแต่เริ่มทำ  จึงจะได้ไม้ดัดที่สวยสมบูรณ์คุ้มค่าแก่การรอคอย  สำหรับพุ่มใบถ้าตัดแต่งเป็นเวลานานจะเกิดการแคระแกร็น ใบแก่จะมีสีไม่เขียวสดใส ต้องใช้วิธีรูดเอาใบตามพุ่มออกให้หมด เพื่อให้แตกใบใหม่ที่เขียวสดสวยกว่าใบเก่า การรูดใบทิ้งนี้ควรทำในช่วง ฤดูฝน หรือก่อนเข้าฤดูฝนเล็กน้อยจะทำให้แตกใบใหม่ได้ดี

โรคแมลงศัตรูของไม้ดัดและการป้องกันรักษา

สำหรับไม้ดัดโดยเฉพาะข่อย ไม่มีโรคระบาดอย่างรุนแรงจนได้รับความเสียหาย จะมีบ้างก็คือแมลงปีกแข็ง เพลี้ยแป้ง เชื้อรา กัดกินและทำลายใบเท่านั้น  ฉะนั้นการป้องกันเพียงใช้ยาฆ่าแมลง ฆ่าเชื้อรา ผสมกับน้ำให้มีความเจือจางฉีดพ่นประมาณ 1-2 เดือน ต่อครั้งก็เยงพอแล้ว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น